ททท. จัดกิจกรรมเส้นทางท่องเที่ยวเชื่อมโยง Happy Link : Thailand’ s Dream Destinations ภายใต้โครงการ " The Link Local to Global" ทริปนี้เป็นภาคใต้ เยือนนครศรีธรรมราช พบปะคนคอน สัมผัสวิถีชาวนครเมืองสองธรรม
ททท. จัดกิจกรรมเส้นทางท่องเที่ยวเชื่อมโยง Happy Link : Thailand’ s Dream Destinations
ภายใต้โครงการ " The Link Local to Global" ทริปนี้เป็นภาคใต้
เยือนนครศรีธรรมราช พบปะคนคอน สัมผัสวิถีชาวนครเมืองสองธรรม
การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) โดยนางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) จัดกิจกรรมเส้นทางท่องเที่ยวเชื่อมโยง Happy Link : Thailand’ s Dream Destinations ภายใต้โครงการ " The Link Local to Global เพื่อส่งเสริมและกระตุ้นให้เกิดการเดินทางท่องเที่ยวข้ามภูมิภาค ด้วยการนำเสนอภาพลักษณ์การท่องเที่ยวในแหล่งท่องเที่ยวที่มีศักยภาพในมุมมองใหม่ นำเสนอเรื่องราว วิถีชีวิต และวัฒนธรรม ประเพณี ผ่านพื้นที่เชื่อมโยง ส่งเสริมการเดินทางเชื่อมโยงในหลากหลายมิติ ซึ่งจะสามารถสร้างกระแสการเดินทางท่องเที่ยวได้ตลอดทั้งปี โดยจัด Fam Trip 5 ภูมิภาค นำผู้ประกอบการท่องเที่ยว เจ้าหน้าที่ ททท.และสื่อมวลชนลงสำรวจพื้นที่แหล่งท่องเที่ยวต่างๆ เพื่อนำมาทำโปรแกรมเส้นทางท่องเที่ยวข้ามภูมิภาค โดยมีบริษัท พอล โซลูชั่น จำกัด เป็นผู้ดำเนินการในการทำทริป
ทริปนี้เป็นภาคใต้ "เยือนนครศรีธรรมราช พบปะคนคอน สัมผัสวิถีชาวนครเมืองสองธรรม" คณะเราพร้อมกัน ณ ท่าอากาศยานดอนเมือง ออกเดินทางโดยสายการบิน นกแอร์ เที่ยวบินที่ DD550 เดินทางถึงท่าอากาศยานนครศรีธรรมราช หลังตรวจเช็คเรื่องสัมภาระเรียบร้อยพาหนะรถตู้ VIP ของเราก็พาคณะเราไปทานอาหารเช้า ณ ร้านโกปี้ อำเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นร้านอาหารที่มีชื่อเสียง มีหลากหลายเมนูให้เลือก ที่ขึ้นชื่อก็จะเป็น ติ่มซำ ซาลาเปา บักกุดเต๋ รวมถึ่งเครื่องดื่มต่างๆ โดยเฉพาะ ชา กาแฟ ตามชื่อของร้าน อาหารมื้อนี้ถือว่าอร่อยสุดๆ เรียกน้ำย่อยได้ดีทีเดียว
หลังทานเสร็จแล้ว คณะเราก็เดินทางถึง "หมู่บ้านคีรีวง" อำเภอลานสกา จังหวัดนครศรีธรรมราช ยลเสน่ห์ความเรียบง่ายและวิถีชาวบ้านในหมู่บ้านเล็ก ๆ กลางขุนเขา เป็นชุมชนเก่าแก่ที่อพยพไปอาศัยอยู่เชิงเขาหลวง อันเป็นเส้นทางเดินขึ้นสู่ยอดเขาหลวง ชาวบ้านที่นี่มีวิถีชีวิตที่สงบ สังคมแบบเครือญาติ อาชีพหลักคือการทำสวนผลไม้ผสมเรียกว่า “สวนสมรม” เช่น มังคุด เงาะ ทุเรียน สะตอ ชุมชนนี้เป็นชุมชนต้นแบบในการจัดการธุรกิจท่องเที่ยวเชิงนิเวศ ได้รับรางวัลยอดเยี่ยม อุตสาหกรรมท่องเที่ยว (Thailand Tourism Awards) ประจำปี 2541 ประเภทเมืองและชุมชน เนื่องจากเป็นชุมชนที่มีวิถีชีวิตแบบชาวสวนอยู่กับธรรมชาติ และได้พัฒนามาเป็นธุรกิจในการบริการนักท่องเที่ยวขึ้น โดยการจัดตั้งชมรมการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ เป็นองค์กรกลางของชาวชุมชน จัดแบ่งหน้าที่ไปยังกลุ่มต่างๆ ให้เกิดการมีส่วนร่วมของชุมชนอย่างทั่วถึง นักท่องเที่ยวที่มาที่นี่ ต่างออกปากเป็นเสียงเดียวกันว่าคุ้มค่ามากทีเดียว เพราะนอกจากจะได้ชมธรรมชาติที่สวยงามสูดอากาศบริสุทธิ์ แถมยังได้สัมผัสกับวิถีชีวิตพร้อมกับการกินอยู่แบบพื้นบ้านอีกด้วยทำให้นักท่องเที่ยวหลายคนถึงติดใจและหลงเสน่ห์ของบ้านคีรีวง ที่นี่คณะเรายัะงได้ชมกรรมวิธีในการทำผ้ามัดย้อมที่กลุ่มมัดย้อมสีธรรมชาติบ้านคีรีวง รวมทั้งได้ทดลองลงมือทำด้วยตนเองด้วย
สูดอากาศบริสุทธิ์ สนุกกับการทำผ้ามัดย้อมแล้ว คณะเราก็ออกเดินทางไปที่ "บ้านแหลมโฮมสเตย์" อำเภอท่าศาลา จังหวัดนครศรีธรรมราช เมื่อไปถึงนายทักษิณ หมินหมัน ประธานกลุ่มอนุรักษ์ป่าชายเลนบ้านแหลมโฮมสเตย์ และทีมงานก็ได้ให้ความต้อนรับอย่างอบอุ่นเป็นกันเอง นำคณะเราร่วมทำกิจกรรมสปาโคลน พร้อมอธิบายให้ฟังว่า การทำสปาโคลน ทำให้นักท่องเที่ยวเข้ามาในชุมชนมากขึ้น เป็นการเพิ่มรายได้และเศรษฐกิจ ทำให้ความเป็นอยู่ของคนในชุมชนดีขี้น แทนที่จะมีรายได้จากการออกทะเลอย่างเดียว โคลนที่นำมาใช้เป็นสมบัติแอันล้ำค่าของที่นี่ เป็นโคลนที่ละเอียดโดยธรรมชาติและบริสุทธิ์จริงๆ ที่ได้มาจากทะเล ไม่ได้ผ่านการกรองคัดแยกใดๆ ทั้งสิ้น โคลนนี้ส่วนหนึ่งไหลมาจากเทือกเขาหลวงที่เป็นเทือกเขาที่ยาวที่สุดของนครศรีธรรมราช ในช่วงมรสุมตะกอนแร่ธาตุต่างๆ ที่อยู่ในเทือกเชามันจะไหลลงสู่แม่น้ำ มากองอยู่ที่ปากน้ำ แล้วคลื่นมันก็จะพัดสะสมมาอยู่ที่อ่าว เราต้องดำน้ำลงไปเอาใต้ทะเล นำโคลนมาทำสปาโคลนเพราะในโคลนมีกำมะถันและโปรแตสเซียม แร่ธาตุต่างๆ เหมาะสำหรับผิว มีคุณสมบัติบำรุงผิวตามธรรมชาติไม่ต่างจากการใช้แผ่นมาสก์หน้า ใช้ทาได้ทั้งตัว ช่วยลดความมัน แก้คัน และที่สำคัญไม่มีสารตกค้างจากสารตะกั่วสารดีบุก คณะเราก็ได้ทดลองทำทำสปาโคลนที่ใบห้าและมือ ก็รู้สึกได้ถึงความชุมชื้น ผิวอ่อนโยนขึ้น หลังทำสปาแล้ว คณะเราก็รับประทานอาหารกลางวันกันที่นี่ โดนมื้อนี้เป็นเมนูข้าวมันทะเลโคลน ข้าวที่นำมาเสริฟเป็น "ข้าวมันโคลน" ที่มีสีดำปนเทา เราเลยกระเซ้าเย้าแหย่ว่า "เอาโคลนมาผสมกับข้าว" เหรอ แต่จริงๆ แล้วเขาใช้หมึกที่ได้จากหมึกสดๆ มาหุงข้าว จนได้ข้าวที่มีสีเทาปนดำ ทานพร้อมกับอาหารทะเลที่จัดเต็มด้วย กุ้ง หอย ปู ปลา และกั้งสดๆ แกะให้เรียบร้อย (วัตถุดิบขึ้นอยู่กับในแต่ละวันที่ออกทะเลหามาได้) จิ้มกับน้ำจิ้มซีฟู้ด สุดยอดของความอร่อยที่ลงตัวสุดๆ นอกจากนี้ที่นี่ยังมีแพ็กเก็จท่องเที่ยวนั่งเรือชมพระอาทิตย์ขึ้น ทานคอฟฟี่เบรคและอาหารเช้า ชมวิถีชีวิตประมง บรรยากาศในท้องทะเล ก่อนกลับมาทานอาหารกลางวันที่ชุมชน
ทานอาหารซีฟู้ดรลชาติอร่อยถูกปากแล้ว คณะเราก็เดินทางไปที่ "วัดยางใหญ่" หรือ "วัดตาพรานบุญ" อำเภอท่าศาลา จังหวัดนครศรีธรรมราช เดิมชื่อ "วัดคงคาล้อม" เมื่อไปถึงเราจะเห็นวัดมีสีชมพูสดใส ที่ใช้สีชมพูนั้นมาจากตำนานของพญานาคราช ที่ชื่อว่า “ท้าวชมพูจิต” ที่พรานบุญ ได้เคยช่วยชีวิตเอาไว้ จากนั้นก็เดินเข้าไปภายในอุโบสถที่ทาสีชมพู เพื่อกราบสักการะขอพรหลวงพ่อยางใหญ่ พระประธานสวยงามที่ประดิษฐานอยู่ภายใน ตามด้วยการกราบสักการะขอโชคลาภจาก "องค์ท้าวเวสสุวรรณ" (ให้ไหว้องค์ท้าวเวสสุวรรณก่อนตาพรานบุญ) ต่อด้วย "ตาพรานบุญ" องค์ใหญ่สีชมพูในท่านั่ง ตั้งโดดเด่นในศาลามองดูน่าเกรงขาม อีกหนึ่งสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ที่ชาวปักษ์ใต้ให้ความนับถือ เชื่อกันว่าใครได้บูชา หรืออธิษฐาน มักจะได้โชคลาภ เงินทอง แคล้วคลาด มีกินมีใช้ ไม่ขัดสน เหมาะมากสำหรับคนที่ค้าขายแล้วอยากให้ธุรกิจเจริญรุ่งเรือง
มานครศรีธรรมราชทั้งที ที่ขาดไม่ได้ก็คือ วัดเจดีย์ (ไอ้ไข่) เป็นวัดที่มีชื่อเสียงของอำเภอสิชล จังหวัดนครศรีธรรมราช วัดนี้เมื่อก่อนเป็นวัดที่รกร้างมาประมาณ 1,000 ปี แล้ว และได้รับการบูรณะใหม่เมื่อปี่ พ.ศ. 2500 ส่วนประวัติของ “ไอ้ไข่ วัดเจดีย์” มีการเล่าสืบต่อกันมาหลายชั่วอายุคนว่า สถานที่ตั้งวัดเจดีย์ปัจจุบันนั้น เมื่อก่อนหลวงปู่ทวดซึ่งเป็นเกจิอาจารย์ดังใต้ได้มาปักกรด เดินธุดงค์อยู่บริเวณนั้น ส่วน “ไอ้ไข่” นั้นเชื่อว่าเป็นวิญญาณเด็กอายุประมาณ 9 –10 ขวบ เป็นลูกศิษย์ซึ่งติดตามหลวงปู่ทวด เมื่อหลวงปู่ทวดมาถึงสถานที่ดังกล่าวกลับพบว่ามีทรัพย์สมบัติ และศาสนสถานที่สำคัญเป็นจำนวนมาก จึงได้ให้ไอ้ไข่สิงสถิตเฝ้าทรัพย์สมบัติดั ณ ที่นี้ และหมู่บ้านนั้นภายหลังเปลี่ยนชื่อเป็น “หมู่บ้านโพธิ์เสด็จ” จวบเท่าปัจจุบัน และเมื่อปี พ.ศ. 2526 พ่อท่านเทิ่ม เจ้าอาวาสวัดเจดีย์ในขณะนั้นได้จัดสร้างเหรียญบูชาไอ้ไข เป็นรุ่นแรก พร้อมกับพัฒนาวัดเรื่อยมา
ขอโชคขอลาภไอ้ไข่แล้ว คณะเราก็ออกเดินทางสู่อำเภอขนอม ผ่านถนนเส้นที่สวยที่สุดเลียบชายทะเลสิชล-ขนอม เพื่อไปยังจุดชมวิวเนินเทวดาและเนินนางฟ้าที่ตั้งอยู่ในพื้นที่เดียวกัน เป็นอีกหนึ่งสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจสวยงามของอำเภอขนอม ที่นี่ได้จัดพื้นที่เป็นระเบียงชมทัศนียภาพที่สวยงามของวิวของทะเลตัดกับท้องฟ้าครามที่รายล้อมด้วยต้นไม้และทิวเขาแบบกว้างไกล หลังชมวิวกันพอสมควรก็ได้เวลารับประทานอาหารเย็น มื้อนี้คณะเราทานที่ "ร้านอาหารครัวต้นหยี ซีฟู๊ด" หลังจากอิ่มเอมกับอาหารกันแล้วคณะเราก็ออกเดินทางไปพักผ่อนที่ "โรงแรมขนอมโกลเด้นบีช" ที่พัก
รุ่งอรุณเบิกฟ้าวันใหม่ คณะเราเดินทางไปยังแหลมประทับ อำเภอขนอม จังหวัดนครศรีธรรมราช ที่อยู่ทางตอนปลายด้านเหนือของอ่าวท้องเนียน เป็นชุมชนหมู่บ้านชาวประมงดั้งเดิมของตำบลท้องเนียน ตามประวัติเล่าว่า พระเจ้าตากสินเคยมาประทับแรมก่อนเดินทางไปยังนครศรีธรรมราช เพื่อไปขึ้นเรือที่ท่าเรือแหลมประทับ เพื่อล่องเรือสัมผัสวิถีชีวิตและธรรมชาติทะเลขนอม ชมปลาโลมาสีชมพู ตามรอยตำนานหลวงปู่ทวดเหยียบน้ำทะเลจืดที่เกาะนุ้ยนอก ที่มีการค้นพบบ่อน้ำจืดกลางทะเลเชื่อว่ามีความเกี่ยวข้องกับตำนานหลวงปู่ทวดเหยียบน้ำทะเลจืด บางคนในคณะเราลองชิมแล้วก็บอกว่า "จืดจริง ไม่มีความเค็มของน้ำทะเลเลย" ถ้าใครไม่เชื่อก็ลองไปชิมได้ จากนั้นก็เดินขึ้นไปบนเกาะเพื่อกราบสักการะหลวงปู่ทวด ต่อด้วยการล่องเรือต่อชมความงามของเขาหินที่ทับถมกันเป็นชั้นๆ แปลกตา จนเรียกว่าหินพับผ้า ลานหินเวทีพุ่มพวง เกาะท่าไร เกาะผี ดำน้ำ ตกปลา แล้วก็กลับขึ้นฝั่ง มาที่นี่แล้วก็อย่าลืมอุดหนุนสินค้าท้องถิ่นของฝากที่มีชื่อเสียงนั่นก็คือกะปิแหลมประทับของกลุ่มแม่บ้าน จากนั้นคณะเราก็เดินทางไปรับประทานอาหารกลางวันกันที่ "ร้านขนมจีนเส้นสดเมืองคอน"
หลังทานขนมจีนเรียบร้อย คณะเราก็นั่งชมกำแพงเมืองเก่า เป็นกำแพงเมืองที่เคยปกป้องเมืองนครศรีธรรมราชจากข้าศึก เป็นโบราณสถานที่สำคัญของจังหวัดแสดงถึงความเก่าแก่ บ่งบอกถึงความแข็งแกร่ง ความเจริญรุ่งเรือง และประวัติศาสตร์อันยาวนาน ปัจจุบันได้รับการบูรณะใหม่ให้แข็งแรงและสวยงาม เพื่อพัฒนาเป็นอีก 1 สถานที่ท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์อันทรงคุณค่า มีลักษณะเป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้าตั้งอยู่หลายจุดด้วยกัน แต่ที่หลงเหลือให้ชมคือกำแพงเมืองด้านทิศเหนือ อยู่ริมคลองหน้าเมือง ถนนมุมป้อม
หลังชมโบราณสถานกำพงเมืองแล้ว คณะเราก็เดินทางไปกราบสักการะ "ศาลหลักเมืองนครศรีธรรมราช" ศาลหลักเมืองนี้มีอาคารอยู่ด้านใน 5 หลังด้วยกัน โดยหลังตรงกลางจะเป็นที่ประดิษฐานของศาลหลักเมือง เสาหลักเมืองทำด้วยไม้ตะเคียนทองที่ได้มาจากภูเขายอดเหลือง ซึ่งถือได้ว่าเป็นภูเขาลูกหนึ่งที่อยู่ในทิวเขานครศรีธรรมราช ส่วนด้านบนเสาเป็นรูปจตุคามรามเทพ (สี่พักตร์) และด้านเหนือสุดเป็นเปลวเพลิงอยู่บนยอดพระเกตุคือบริเวณของยอดชัยหลักเมือง อีกทั้งรูปแบบการแกะสลักก็มาจากความเชื่อในพุทธศาสนาฝ่ายมหายาน ออกแบบให้คล้ายกับศิลปะของศรีวิชัย เรียกว่า "ทรงเหมราชลีลา" ซึ่งเคยมีอิทธิพลต่อศิลปกรรมในโซนของภาคใต้และนครศรีธรรมราชมาตั้งแต่โบราณ ส่วนอาคารอื่นๆ นั้นเป็นบริวารสี่ทิศเรียกว่า "ศาลจตุโลกเทพ" ประกอบด้วย ศาลพระเสื้อเมือง ศาลพระทรงเมือง ศาลพระพรหมเมือง และ ศาลพรบันดาลเมือง เป็นอีกหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่บ่งบอกเรื่องราวของวิถีชีวิตในอดีตและยังเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ของเมืองคอนที่ควรค่าแก่การไปสักการะกัน
กราบขอพรศาลหลักเมืองกันแล้ว คณะเราก็ไปเยี่ยมชม "บ้านขุนรัฐวุฒิวิจารณ์" บนถนนราชดำเนิน ตำบลในเมือง อำเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช ที่ได้รับรางวัลอาคารอนุรักษ์ศิลปะสถาปัตยกรรมดีเด่น ปี พ.ศ. 2556 จากสมาคมสถาปนิกสยาม ในพระบรมราชูปถัมภ์ เป็นเรือนโบราณทรงปั้นหยาคู่ ชั้นเดียว ใต้ถุนสูงสร้างในปี พ.ศ . 2445 หรือเมื่อ 121 ปีที่ผ่านมาแล้ว โดยนายเขียน มาลยานนท์ ซึ่งได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้เป็น "ขุนรัฐวุฒิวิจารณ์" นายอำเภอเมืองกลาย ภายหลังได้ยกที่ดินและบ้านหลังนี้ให้แก่นายโกวิท ตรีสัตยพันธุ์ (หลาน) เมื่อปี พ.ศ. 2482 ซึ่งต่อมาได้ใช้บ้านและที่ดินเปิดเป็นโรงเรียนรัฐวุฒิวิทยา และเปลี่ยนชื่อเป็นโรงเรียนนครวิทยา และได้ปิดตัวลงเมื่อปี พ.ศ. 2529 และต่อมา ปี พ.ศ. 2426 นายสำราญ ตรีสัตยพันธุ์ ซึ่งเป็นทายาทคนหนึ่งของตระกูลตรีสัตยพันธุ์ได้ซื้อบ้านและที่ดินแปลงนี้มาดำเนินการบูรณะปรับปรุง ซ่อมแซม เพื่ออนุรักษ์ไว้เป็นบ้านโบราณของจังหวัด พร้อมกับเปิดเป็นสถานที่ท่องเที่ยวได้มาชมความงามของเรือนไทยโบราณหลังนี้ และเพื่อให้คนรุ่นหลังได้ศึกษาสำหรับผู้ที่มีความสนใจอย่างแท้จริง เมื่อเราได้ชมแล้วจะเห็นว่า สถาปัตยกรรมในสมัยโบราณนั้น ไม่ว่าจะเป็นบ้าน อาคารเก่าต่างๆ มีการใช้เทคนิคในการก่อสร้างให้แข็งแรงและทนทาน หลงเหลือให้ได้เห็นเป็นแบบอย่าง เป็นเรื่องที่ปัจจุบันยังต้องยกนิ้วให้เลย ภายในพื้นที่เดียวยังมีร้านกาแฟไทชิ ไว้บริการเครื่องดื่มหลากหลายเมนูอีกด้วย
ชมบ้านโบราณ จิบกาแฟเย็นๆ คณะเราก็เดินทางไม่ไกลก็ถึงวัดพระมหาธาตุ วรมหาวิหารตำบลในเมือง อำเภอเมืองนครศรีธรรมราช จังหวัดนครศรีธรรมราช หรือที่ชาวนครเรียกว่า วัดพระธาตุ ที่อยู่เป็นปูชนียสถานโบราณศักดิ์สิทธิ์ และเป็นศูนย์รวมจิตใจของชาวเมืองนครศรีธรรมราชที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของภาคใต้ ที่เปรียบดังศูนย์รวมจิตใจของพุทธศาสนิกชน เป็นสัญลักษณ์ของจังหวัดนครศรีธรรมราช เพื่อนำผ้า (ผ้าพระบฎหรือพระบต) ขึ้นไปห่มองค์พระบรมธาตุเจดีย์ ซึ่งเป็นที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ (พระทันตธาตุหรือพระเขี้ยวแก้วเบื้องซ้ายของพระพุทธเจ้า) ซึ่งตามตำนานกล่าวไว้ว่า เจ้าชายธนกุมารและพระนางเหมชาลา เป็นผู้นำเสด็จพระบรมธาตุมาประดิษฐานเอาไว้ ณ หาดทรายแก้ว และสร้างเจดีย์องค์เล็กๆ เป็นสัญลักษณ์ไว้ ต่อมาในปี พ.ศ. 1719 พระเจ้าศรีธรรมาโศกราช ทรงสร้างเมืองนครศรีธรรมราชขึ้นมา รวมถึงมีการก่อสร้างเจดีย์องค์ใหม่ขึ้น เป็นเจดีย์ทรงลงกา สูง 55 เมตร จากฐานบัวคว่ำบัวหงายจนถึงปลียอดนั้น จะสูง 6.8 เมตร ส่วนยอดของเจดีย์หุ้มด้วยทองคำแท้ และภายในเจดีย์ยังมีทองรูปประพรรณ และของมีค่าต่างๆ มากมาย และยังมีเรื่องที่แปลกแต่จริงเกี่ยวกับพระบรมธาตุเจดีย์ ก็คือเจดีย์นี้มีสถาปัตยกรรมแบบล้านนาทั้งที่อยู่หัวเมืองใต้แท้ๆ รวมถึงมีความน่าอัศจรรย์ใจอีกอย่างหนึ่งที่ผู้คนนั้นจะกันเรียกว่า "พระธาตุไร้เงา" เพราะไม่ว่าแสงอาทิตย์จะส่องกระทบไปทางไหนก็ตาม องค์พระธาตุจะไม่มีเงาทอดลงพื้น ซึ่งก็ยังไม่มีใครสามารถหาคำตอบได้ว่าเป็นเพราะอะไร ที่วัดพระบรมธาตุแห่งนี้ยังมีประเพณีที่สำคัญคือ "ประเพณีแห่ผ้าขึ้นธาตุ" การนำผ้าผืนยาวขึ้นไปห่มองค์พระบรมธาตุเจดีย์ โดยผ้าที่ขึ้นไปห่มองค์พระบรมธาตุเจดีย์นั้นจะเรียกว่า “ผ้าพระบฎ” หรือ "พระบต" ในวันสำคัญทางศาสนา คือ วันวิสาขบูชาและมาฆบูชา ชาวนครจะร่วมมือร่วมใจกันบริจาคเงินตามกำลังศรัทธานำเงินที่ได้ไปซื้อผ้ามาเย็บต่อกันเป็นแถวยาวนับพันหลา แล้วจัดเป็นขบวนแห่ผ้าขึ้นห่มพระบรมธาตุเจดีย์
แล้วก็ได้เวลาอำลาเมืองนครศรีธรรมราช เดินทางกลับกรุงเทพมหานคร โดยสายการบิน นกแอร์ ที่ยวบินที่ DD559 เดินทางสู่ กรุงเทพฯ โดยสวัสดิภาพ พร้อมความสนุกสนานประทับใจ
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น